[CS-MS] เรื่องเล่า'วันนี้'ของน้องรัก กับเรื่องเล่า'วันนั้น'ของผม
posted on 27 Apr 2011 19:24 by ff-natsu in CubicSchoolเอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนจำลอง โรงเรียนลูกบาศก์
เหตุการณ์เดียวกับ MS ประสบการณ์ดีๆ ห้องสี โรงอาหาร...ผ่านการคุยกับพี่กล้่า แต่คราวนี้นายกล้าเป็นคนเล่าเรื่องค่ะ
วันที่เกิดเหตุการณ์ : 8 พฤษาภาคม พ.ศ.2554
เริ่มเลยล่ะกัน...
--------------------------------------------------
ผมอ่านนิยายแนวสืบสวนเล่มใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวานจนถึงบรรทัดสุดท้ายของบท สรุปของเรื่อง ก่อนปิดหนังสือเล่มนั้นแล้ววางลงบนโต๊ะ ความรู้สึกแปลกๆ ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ กับผมหลังจากอ่านนิยายจบถาโถมเข้ามา จนผมต้องบอกตัวเองว่า 'มันก็เป็นอย่างนี้บ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกที่คล้ายความเหงาน่ะ' ผมมองหน้าปกหนังสือนั่น ถอนหายใจแล้วตอบกลับว่า 'นั่นสินะ' แล้วหยิบมันยัดเข้ากระเป๋าของผม
ผมนั่งเหม่อได้ซักพักก็เริ่มคิดได้ว่าควรกลับไปทำงานต่อ กล่องกระดาษใหม่หลายกล่องถูกขนมาวางไว้หน้าห้องยังไม่ได้รับการจัดเรียง หลังจากการอู้อันยาวนานของผม ผมลุกไปที่กองกล่องกระดาษ ก่อนเริ่มลงมือยกกล่องหนี่งขึ้นมา
".........." เสียงของผู้คนจากโรงอาหารแว่วเข้าโสตประสาท เพราะความมีสมาธิมากเกินไปของผมต่อนิยายหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ผมไม่ได้สังเกตถึงเสียงเหล่านั้น
ผมมองไปที่ปฏิทินแขวน แล้วพบรอยมาร์คบนวันที่ 8 พฤษภาคม ข้อความข้างๆ เลขแปดเขียนไว้ว่า 'กิจกรรมรุ่นสี่' ที่เป็นลายมือของผมเอง 'วันนี้เหรอ ก็วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคมไง' นาฬิกาข้อมือดิจิตอลบอกผม วันนี้น้องม.4 มีกิจกรรมกันสินะ ผมทอดสายตาไปทางโรงอาหารพบเงาผู้คนที่อยู่ในโรงอาหาร เสียงประท้วงจากกระเพาะของผมเริ่มตามมาเป็นระลอก ผมยกกล่องกระดาษไปวางไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง หยิบนมกล่องที่พกไว้เป็นอาหารยามฉุกเฉินขึ้นมา 'กินไอ้นี่ไปก่อนล่ะกัน เดี๋ยวย้ายกองนี้ไปวางมุมนู่นเสร็จ จะไปกินข้าวล่ะ' ผมบอกกับกระเพาะของตัวเอง ผมดูดนมที่อยู่ในกล่องจนหมด แล้วกลับไปทำงานต่อ
.
.
.
ผมย้ายกองกล่องกระดาษไปไว้ที่มุมห้องเสร็จก็เป็นเวลาเที่ยงกว่าๆ ผมเดินออกจากห้องไปทางโรงอาหาร ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะกินอะไรดีอยู่นั้น สายตาผมก็พบเข้ากับนักเรียนชายคนหนึ่ง 'ก็วันนี้มีกิจกรรมของนักเรียนนี่ แปลกตรงไหนที่จะเจอนักเรียนซักคน' 'ไม่ได้แปลกตรงที่เจอนักเรียน แต่แปลกที่เขาเปียกอยู่ไม่ใช่เหรอ' ผมเก็บงำความสงสัยไว้ในใจ ก่อนเริ่มเดินเข้าไปใกล้เด็กคนนั้น
เจ้าของผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนที่ดูชื้นๆเปียกๆ ลีบติดหัว และกางเกงที่ยังมีน้ำหยดลงมาบ้าง ดูท่าจะกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ ผมได้ยินเสียงเขาจาม ผสมกับพูดปนบ่นใส่โทรศัพท์ ผมลังเลว่าจะทักดีไหมอยู่ซักพัก ก่อนตัดสิ้นใจสะกิดเขาเบาๆ จากด้านหลัง
เขาหันมาทางผม ใบหน้าที่อดสังสัยไม่ได้ว่าเป็นคนไทยแน่หรือเปล่าบ่งที่ความงุนงง ผมจึงตัดสิ้นใจพูดในสิ่งที่ผมควรพูดในตอนนี้ "เอ่อ...น้องมีอะไรให้พี่ช่วยไหม"
ผมไล่สายตามองน้องคนนั้นจากหัวจรดเท้าอีกครั้ง เสื้อไม่เปียกแฮะ เขาหันไปพูดเร็วๆ ใส่โทรศัพท์ก่อนจะกดวางสาย ผมเข้ามาขัดอะไรหรือเปล่านะ
เขาหันมาทางผมอีกครั้ง ใบหน้าเกิดความลังเลก่อนจะยกมือขึ้นไว้ผม กล่าวสวัสดี แล้วถามว่าผมเป็นบุคลากรหรือเปล่า
ผมยิ้มให้เขาก่อนตอบกลับว่า ใช่ แล้วถามคำถามเดิมว่า มีอะไรให้ช่วยไหม
เขายิ้มสุภาพ กล่าวขอบคุณแล้วอธิบาย "พอดีตอนทำกิจกรรมเกิดอุบัตเหตุเลยเปียกทั้งตัว หัวด้วย" สีหน้าของเขาบ่งถึงความหงุดหงิดขณะใช้ปลายนิ้วสางผม ก่อน จะคลายคิ้วที่ขมวดเข้าหากันออก ราวกับนึกอะไรได้ "ที่จริงผมมีเสื้อมาเปลี่ยนนะฮะ แต่กางเกงกับเส้นผมนี้...ไม่มีให้เปลี่ยนจริงๆ" เขาตบท้ายด้วยมุก ความอารมณ์ดีของคนข้างหน้าทำให้ผมยิ้มและหัวเราะอยู่ในใจ ก่อนจะเริ่มคิดว่าที่ห้องมีอะไรบ้างไหม
"พี่ก็ไม่มีสำรองซะด้วยสิ" ผมหมายถึงกางเกงนะ ไม่ใช่เส้นผม แต่เส้นผมก็ไม่มีให้เปลี่ยนเหมือนกัน ตบมุกในใจ แล้วไพล่ไปนึกถึงของที่นำมาในวันนี้ นอกจากหนังสือนิยายแล้ว ผมยังเอาผ้าขนหนูมาด้วยนี่ พอดีว่าจะวิ่งกลับบ้านเป็นการออกกำลังกายที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ทำ ผมไม่ต้องใช้ก็ได้มั้ง
"...แต่ห้องพี่มีผ้าขนหนูอยู่ จะไปกับพี่หรือให้พี่เอามาให้ดี" ผมเสนอทางเลือกให้น้อง ห้องก็อยู่แค่นี้เอง และผ้าขนหนูน่าจะช่วยให้ผมเขาแห้งได้บ้าง
เขานิ่งไปนิด ก่อนจะเ่อ่ยด้วยวาจาสุภาพแสดงความเกรงใจ "รบกวนหรือเปล่าฮะ" สีหน้าผ่อนคลายเล็กน้อยแล้วถามผมกลับ "ว่าแต่ ไม่ทราบว่า่ห้องพี่อยู่ตรงไหนเหรอฮะ"
ผมเห็นเขาสนใจเรื่องที่อยู่ของห้องของเลยคิดว่าเขาน่าจะอยากไปด้วย "ข้างๆโรงอาหารนี้เอง เดินแป๊บเดียวก็ถึงล่ะ" ผมทำท่าจะเริ่มออกเดินเป็นการเชิญชวน ก็ไปที่ห้องน่าจะสะดวกกว่านี่นะ เผื่ออยากได้อะไรเพิ่ม
เขาหยุดคิดแล้วยิ้มกว้าง "ขอบคุณฮะ" แล้วเดินตามผมมา
.
.
.
ผมเปิดประตูห้องถ่ายเอกสาร แล้วเดินนำน้องคนนั้นไปที่กระเป๋ากีฬาของผม เป็นใบเดียวกับที่ผมยัดนิยายลงไป ผมเปิดกระเป๋าแล้วหยิบผ้าขนหนูส่งให้เขา ก่อนนึกได้ว่าเขาอาจจะกลัวสกปรก "ของพี่เอง เพิ่งซักเมื่อวัน สองวันมานี่ล่ะ"
"ขอบคุณฮะ" เขาเอ่ยขึ้นก่อนไหว้แล้วรับผ้าจากมือผม ผมอมยิ้มกับความสุภาพของเขา ในขณะที่เขากำลังใช้ผ้าซับเส้นผม เขาก็เริ่มจามออกมา "สงสัยจะเป็นหวัดจริงๆ แล้วล่ะฮะ" ไม่รู้เพราะอะไรเขาเิริ่มเช็ดให้ผมบังหน้าเอาไว้ แล้วเริ่มเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นก่อนเงียบลง
หลังจากเงียบไปซักพัก เขาเริ่มขยับเอาผ้าพาดบ่า แย้มรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร แล้วเริ่มแนะนำตัวด้วยประโยคที่ยาว บอกทั้งชื่อ นามสกุล เชื้อชาติ สัญชาติ ที่ผมจับได้ว่าเป็นลูกครึ่งไทย-เกาหลี ชื่อเกาหลีของเขาที่ผมฟังไม่ทันจริงๆ ผมต้องขอโทษน้องเขาจริงๆ ที่ผมทำหน้าเหมือนจำได้ตอนได้ยิน แล้วตามด้วยแนะนำให้ผมเรียกเขาว่า 'รัก'
ผมเลือกที่จะแนะนำตัวเอง แทนที่จะถามเขาว่า ชื่อเกาหลีของเขาชื่อว่าอะไรกันแน่ แล้วเริ่มเป็นห่วงว่าเขาจะจามออกมาอีก เลย หาทิชชู่ที่คิดว่าน่าจะอยู่แถวนี้ เมื่อเจอก็ว่าลงบนโต๊ะที่ผมนั่งอ่านหนังสือตอนเช้า ก่อนนึกได้ว่ายังไม่ได้นั่งกันเลย จึงเดินไปเอาเก้าอี้อีกตัววางให้น้องรัก แล้วชวนน้องเขานั่งด้วย
"ขอบคุณฮะ พี่กล้า ผมเรียกว่าพี่กล้าได้ใช้ไหม?" น้องรักว่า 'แน่อยู่แล้ว' อันนี้ผมตอบในใจ ผมเงียบแทนคำตอบให้เขา
"จะว่าไป ตอนทำกิจกรรมกันผมไม่เห็นพี่กล้าเลย พี่กล้าอยู่ที่ห้องถ่ายเอกสารตลอดเหรอฮะ?" น้องรักเริ่มหัวข้อใหม่ ผมเองก็อยากจะเป็นคนเริ่มอยู่หรอก แต่คิดว่าผมเงียบอาจจะดีกว่า เด็กหนุ่มเริ่มมองไปรอบห้องด้วยความสนใจ ผมเองก็เริ่มมองบ้าง กองกล่องกระดาษใหม่ยังคงเรียงไว้อย่างเรียบร้อย มีกองกระดาษน้อยๆ วางอยู่บนโต๊ะที่เรานั่ง เครื่องถ่ายเอกสารก็อยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ วันนี้ห้องดูโล่งและเรียบร้อยกว่าปกติเลยทีเดียว
"เอกสารในห้องยังน้อยอยู่เลย ปกติช่วงเปิดเทอมห้องรกกว่านี้รึเปล่าฮะ พี่กล้า" เขาเริ่มตั้งคำถามอีกครั้ง ในขณะที่ผมยังไม่ได้ตอบคำถามแรกของเขา ก่อนเสริมว่า "ถ้าเป็นโรงเรียนเก่าของผม ห้องถ่ายเอกสารนี่ต้องรก ต้องยุ่งตลอดเวลาเลยฮะ แถมพี่คนถ่ายยังเอะอะ เสียงดัง...เวลาไปถ่ายเอกสารที นึกว่าอยู่ถ้ำกับคุณหมี ฮ่ะๆๆ"
ผมยิ้มให้เขา ช่างเป็นเด็กที่ช่างถาม และอารมณ์ดี ถ้าผมคิดอะไรอยู่แล้วพูดมาได้อย่างนี้บ้างก็ดี ไม่ใช่ว่าผมโกหกหรอก ผมแค่ไม่พูด คำถามของน้องรักทำให้ผมนึกถึงช่วงที่ยุ่งที่สุดของเทอม แล้วตอบออกไปตามที่คิด
"รกแน่นอนครับ ช่วงที่ดูวุ่นวายที่สุดก็ตอนพักเที่ยงของทุกวัน และโดยเฉพาะช่วงใกล้ส่งงาน ใกล้สอบ เรียกได้ว่ามีงานทำทั้งวันเลยแหละครับ...แต่ตอนเช้า กับก่อนกลับบ้าน พี่จะจัดให้เรียบร้อยก่อนนะ" รู้สึกว่าผมจะตอบยาวกว่าปกติ แต่มันคือทั้งหมดที่ผมอยากถ่ายทอดออกมาล่ะ ...นี่กะทัดรัดที่สุดแล้วนะ
น้องรักอุทานเสียงดังจนผมตกใจ "พี่กล้าเจ๋งนะฮะ! กองเอกสารเยอะขนาดนั้นแล้วยังจัดให้เรียบร้อยได้ สุดยอดฮะ!" ผมไม่รู้ว่าผมแสดงออกไปมากขนาดไหน ใครเขาชื่นชมเรื่องนั้นกันเล่า ผมเริ่มรู้สึกหน้าชา อย่างที่เป็นบ่อยๆเมื่อผมเริ่มรู้สึก 'เขิน' 'อาย' 'ประหม่า'
"มะ ไม่หรอกครับ" ผมพยายามปรับอารมณ์สีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ถ้าผมแสดงความเขินออกมา นั้นน่าจะเขินยิ่งกว่าซะอีก
ตอนนั้นผมหันหน้าไปทางอื่นด้วยจึงไม่รู้ว่าน้องเค้าทำหน้ายังไง พอน้องเขาเริ่มเล่าเหตุการณ์ในวันนี้ให้ฟัง ผมเลยหันกลับไปมองหน้าเขาและตั้งใจฟังสิ่งน้องรักเล่า
น้องรักเล่าว่า ตอนตัวเองต่อจิ๊กซอว์อยู่ห้องสีส้ม ห้องสีคงเป็นการแบ่งกลุ่มทำกิจกรรมเหมือนปีที่แล้วล่ะ แล้วน้องเขาก็บอกว่ามีใครบ้างที่อยู่ห้องเดียวกับเขา แต่เรียกผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในห้องนั้นว่า พี่ ส่วนผู้หญิงเรียกแค่ชื่อ โดยให้เหตุผลว่า เรียกคนอายุมากกว่าว่าพี่ แต่ผู้หญิงไม่ค่อยชอบให้เรียกพี่ เลยเรียกแค่ชื่อ เทียบจากวันเกิดงั้นเหรอ ผมลองเทียบกับตัวผม ผมไม่เคยเรียกใครว่าพี่ทั้งที่เรียนชั้นเดียวกันซักที แต่ก็ต่างคนต่างความคิดล่ะนะ แล้วน้องรักก็เล่าถึงแต่ละคนในห้องนั้น
เขาเล่าถึงลักษณะของน้องบีน ผมลองนึกภาพตามเหมือนตอนที่อ่านนิยาย อวบ ผมยาว เรียบร้อย น่ารัก ใจดี คำเหล่านี้ออกมาจากปากของน้องรัก น้ำเสียงแฝงด้วยความชื่นชมถึงผู้หญิงที่กำลังพูดถึง จนผมแอบยิ้มตาม แล้วเสริมอีกนิดว่า เธอชอบเครื่องบิน เพราะพ่อทำงานสายการบิน
คนต่อมาที่เขาเล่าถึงคือ น้องกัญ สาวไทยที่ไปอยู่ญี่ปุ่นนานจนพูดไทยติดสำเนียงญี่ปุ่นอยู่ เขาเล่าว่าตัวเองคิดจะช่วยกัญที่บางจะนึกคำไทยไม่ออกด้วย เขาหยุดเล่าแล้วเหลือบมองผม คงกลัวว่าผมจะไม่อยากฟังล่ะมั้ง ผมจึงพยายามทำท่าให้ดูตั้ใจฟังมากขึ้นอีกนิด เผื่อเขาจะกังวล
เขากลับไปเล่าถึงเพื่อนเขาต่อไป เอพริล ที่เป็นสาววาย ...อืม สาววาย วาย เป็นคำที่ผมคุ้นๆ อยู่ เคยได้ยินบ่อยๆ รักถามว่า ผมรู้จักไหม ผมจึงตอบตามตรงว่า เคยได้ยิน แต่ไม่รู้จัก
'แล้วมันมีความหมายว่าอะไรล่ะ'
รักเริ่มหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงคำนั้น เขาต่อเล่าว่า แต่จริงๆ เอพริล เป็นคนดี ผมเริ่มเกิดคำถามขึ้นในใจ แล้วสาววายนี้มีความหมายไม่ดีงั้นเหรอ ผมไม่กล้าสรุป แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป
ถึงตาออกัส ที่น้องรักเรียกเขาว่า พี่ออกัส เป็นคนที่ผมรู้สึกคุ้นชื่ออยู่ รักบอกว่า น้องออกัสนิสัยดี ใจเย็นแต่ร่าเริง ชอบเล่นบาสเหมือนรัก แต่ขี้แกล้งขี้อำ อยู่ๆ จะชวนเล่าเรื่องผี ถึงรักจะบอกว่าไร้สาระ แต่ดูท่าน้องรักคงกลัวผีระดับหนึ่งจากการที่เริ่มกลบเกลื่อน เปลี่ยนเรื่องอย่ารวดเร็ว เป็นเรื่องข้าวเที่ยงที่โรงเรียน
ผมอมยิ้มในใจโดยสีหน้ายังดูตั้งใจฟัง ราวกับไม่ได้สังเกตถึงการเปลี่ยนแปลง ผมเลยเล่าถึงข้าวผัดที่ผมชอบไปกิน เพื่อให้น้องวางใจ จริงๆ ไม่มีอะไรต้องอายเลย เพราะผมถือว่าต่างคนต่างความคิด ถึงน้องจะกลัวก็ไม่แปลกหรอก
ใจผมกลับไปคิดถึงคำถามที่เกิดขึ้นในใจก่อนหน้านี้ ในเมื่อมีโอกาสแล้วผมเลยถามออกไป "...พี่ขอถามได้ไหม เอ่อ 'วาย' มันมีความหมายว่าอะไรเหรอครับ น้องรัก"
น้องรักหลุดขำเล็กน้อยก่อนรีบหยุด เก็บอาการ ผมควรถามหรือเปล่ายังไม่แน่ใจ แต่ผมก็ถามออกไปแล้ว
"คือ...วาย มาจากภาษาญี่ปุ่น Yaoi ฮะ" รักพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แล้วสะกดคำนั้นให้ฟัง ที่ผมอยากรู้คือความหมายนี้นะ เลยลองถามลึกลงไปอีก ว่ายาโอยที่ว่าแปลว่าอะไร รักทำหน้าเหมือนทำใจแล้วเอ่ยเสียงเบาราวกับกลัวใครมาแอบฟัง ผมเผลอโน้มเข้าใกล้รักมากขึ้น
"ยาโอย หรือวาย แปลว่า เรื่องราวของผู้ชายที่ชอบหรือรักผู้ชายด้วยกันน่ะฮะ...อารมณ์ประมาณเกย์นั่น แหละ แต่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าผู้ชายที่แปลงเพศ...กะเทย เค้าเรียกว่าวายหรือยาโอยด้วยรึเปล่า"
น้องรักและผมนั่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรก่อน คงไม่ต้องถามแล้วว่าควรที่จะพูดหัวข้อนี้ไหม คำตอบชัดอยู่แล้วว่า 'ไม่' แต่ความเข้าใจนี้ จะทำให้ผมระมัดระวังกับการใช้คำๆ นี้มากขึ้น ผมต้องขอบคุณและขอโทษน้องเขาจริงๆ จากใจเลยนะ
ผมเปลี่ยนท่านั่งแล้ว ตอบรับกับข้อมูลที่ได้รับ "อื้ม เข้าใจบ้างแล้วครับ" แล้วหุบปากลง
ผมพยายามหาเรื่องอื่นพูด ต้องคิดให้ออกเพื่อที่ผมและน้อง จะเดินออกจากจุดนี้ได้ สิ่งที่ผมควรถาม แม้มันจะเป็นคำถามสิ้นคิด แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
"กิจกรรม เลิกแล้วใช่ไหมครับ แล้วน้องรักจะกลับบ้านยังไง พ่อแม่มารับเหรอ" ผมถามออกไป คำถามดูเหมือนจะไล่น้องเขาออกไปเลย หวังว่าเขาคงเข้าใจเจตนาของผมนะ
"ละ เลิกแล้วฮะ เดี๋ยวรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าจะมารับน่ะฮะ...เออ~! ผมยังไม่ได้เล่าเลย เรื่องในห้องอาหาร" ดูเหมือนน้องจะเข้าใจ เลยช่วยเปลี่ยนเรื่องด้วย ในที่สุดเราก็ก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่าความอึดอัดมาได้
รักเล่าว่าได้เจอนักเรียนคนอื่นด้วย ห้องสีฟ้าที่มี โมรา ที่น่ารัก ดูขี้อายนิดๆ เฟิร์น ที่ดูเป็นเด็กเรียน และดูจริงจังไปหน่อย ตงและแสง ที่ดูขรึม แต่ตงดูใจร้อนกว่า ส่วนแสงเก็บอาการมากกว่า
ส่วนที่ห้องสีเขียวมี น้ำน่าน ที่ร่าเริง แอกทีฟ แถมมีวีรกรรมที่น้องรักบอกว่าจะเล่าให้ฟัง ปั้นทราย ที่เคยเจอกันมาก่อน นิสัยน่ารัก ร่าเริง และสดใส พอถึงตรงนี้ ผมอยากจะบอกเขาไปจริงๆ ว่า หนึ่งในคนที่สดใส ร่าเริง ก็คือน้องนี่แหละ โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นตลอดว่าที่เขาเล่า แต่ผมก็ไม่ได้พูด เพียงแค่ยิ้มน้อยกับความคิดตัวเองเท่านั้น
รักเล่าต่อถึง จอก ที่อายุน้อยกว่าตัวเอง ตัวสูง นิ่งๆ ขี้อาย แล้วตามด้ว ก๊อก ที่ไม่ได้เข้ากิจกรรมที่ห้องสีเพราะติดธุระ เขาเล่าถึงแค่ตัวเล็ก ขี้อาย ก็เริ่มอึกอัก
แล้วรักก็เปลี่ยนเรื่องเป็น เหตุการณ์ตอนกินข้าว ที่รักบอกว่าไม่ค่อยมีอะไร แต่มีเรื่องบีนกับแสง ตอนที่บีนตักกับข้าวผิดใส่จานของแสง แสงเลยตักกับข้าวนั้นให้บีนใหม่ แต่อยู่ๆบีนก็เอาทิชชู่มาห่อกับข้าวนั้น โดยให้เหตุผลว่า พี่ชายสอนไม่ให้รับประทานอาหารร่วมกับชายแปลกหน้า ก่อนจะชมว่า บีนน่ารักสุดยอด
บีนพอเห็นแสงทำหน้าบึ้งเลยคิดว่าโกรธ ทั้งที่เจ้าตัวบอกว่าไม่โกรธ พอขอให้ยิ้มก็ไม่ยิ้ม บีนเลยเอาช็อคโกแลตให้แสงเป็นการไถ่โทษ และอีกครั้งที่รักบอกว่า น่ารัก รวมถึงน่าเอ็นดูด้วย เป็นก็คงพอบอกได้ว่า ผมเริ่มสังเกตได้ว่า รักถูกใจบีนเข้าแล้ว พอได้ข้อสรุปก็แอบยิ้มในใจ มันทำให้ผมนึกถึงตอนม.ปลายขึ้นมาด้วย
จมูกของรักเริ่มแดง จนผมนึกคำถามที่ผมควรถามออกไปจริงๆ ตั้งนานแล้ว "จะว่าไป เราไปเปียกซะขนาดนี้ได้ไง เกิดอะไรขึ้นเหรอน้องรัก"
น้องรักยิ้มแหย แล้วตอบกลับว่า เป็นวีรกรรมของน้ำน่านกับเฟิร์น เขาสูดหายใจเข้าลึกจนผมตื่นเต้นตาม ถ้าจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวนะเนี่ย
ต่อจากนี้ผมจะอธิบายตามที่ผมเข้าใจ คือ เฟิร์นกับน้ำน่านไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน น้ำน่านทำก๊อกน้ำหลุด ทั้งสองเริ่มโวยวายจึงมีคนเข้าไปช่วย ตัวรัก น้ำน่าน ตง ออกัส ช่วยกันอุดก๊อกกลับลงไป เอพริลแนะนำให้ปิดวาล์ว เขากับออกัสจึงช่วยกันปิด แต่วาล์วฝืดมาก เฟิร์นลื่นไปปัดมือทุกคนที่ช่วยกันอุดก๊อก(ตรงนี้ผมร้องขึ้นในใจว่า 'เฮ้ย') แล้วเฟิร์นก็ล้มไปทับออกัส ตัวรักตกใจพยายามลุกขึ้นแต่ดันลื่นล้มทำให้ตงและน้ำน่านล้มไปด้วย แสงที่เป็นฮีโร่ในเหตุการณ์นี้ เข้ามาปิดวาล์ว แต่ตอนนั้นทุกคนก็ทั้งเปียกและเจ็บตัว แล้วออกัสก็แหย่ตงจนเกือบมีเรื่องกับตง
เป็นเหตุการณ์ที่วุ่นวายจริงๆ...
น้องรักต่อท้ายประโยคด้วยเสียงจาม ผมหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะความวุ่นวายและคนที่ดูจะตื่นเต้นมาเกินไปจนจามออกมาอีกครั้ง ผมเลยแนะนำให้เข้าไปหายากินที่ห้องพยาบาลกันเป็นหวัด แต่น้องรักเองก็ปฎิเสธทันควัน แล้วยืนอย่างหนักแน่นว่าตัวเองไม่เป็นไร
ผมพอจะเข้าใจ "ไม่เป็นไรจริงๆ นะ งั้นไม่ไปก็ไม่ไป" เป็นเด็กผู้ชายที่ดูแข็งแรง อาจจะหายเป็นหวัดเร็วก็ได้
แล้วรักก็เปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง "ว่าแต่...พี่กล้าเข้ามาทำงานที่นี่ได้ยังไงเหรอฮะ" ผมคิดอยู่พักนึงเลยเล่าไปว่า "อ้อ ก็ตอนนั้นเป็นช่วงที่พี่ตกงาน ผ่านมาเจอที่นี่เขาเปิดรับบุคลากร ลองเข้ามาสมัครดู แล้วก็มาได้ตำแหน่งนี้ล่ะ" รายละเอียดผมไม่ได้เล่าอยู่ในประโยคที่ผมพูดไปเมื่อครู่ หวังให้น้องเขาเข้าใจง่าย น้องรักทำหน้าอึ้งๆ แล้วเริ่มของรายละเอียดเพิ่มเติ่ม ผมเล่าสั้นไปงั้นเหรอเนี่ย
"อ่าาา~ แล้วมีเหตุการณ์อะไรที่น่าประทับใจบ้างไหมฮะพี่กล้า" ผมว่าตอนทำงานก็มีเยอะอยู่ แต่ตอนก่อนเข้ามาทำงานเห็นจะมีอยู่เหตุการณ์เดียว ผมจึงเริ่ม ซึ่งน้องรักให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนผมเริ่มกังวลว่าผมถ่ายทอดให้น้องเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนกัน
"ตอนนั้นพี่กำลังจะกลับบ้าน แล้วได้ยินเสียงคนร้องจากในโรงเรียนน่ะ พี่ก็เข้ามาดู แล้วเจอเด็กผู้หญิงสองคนกับเด็กชายอีกคนหนึ่ง รุ่นราวคราวเดียวกัน คนที่ร้องเป็นเด็กผู้หญิง เธอบอกว่าเห็นผีอยู่ข้างหลังเด็กผู้ชาย..." ผมเหลือบมองเสี่ยวหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูถ้าจะกลัวผีอย่างที่ผมคิดไว้ เอาไงดี เรื่องนี้มันเกี่ยวกับผีซะด้วย
"...แต่เธอบอกว่า เธอเข้าใจผิด" ซึ่งแน่นอนก็เธอพูดเองว่าเธอเข้าใจผิด ผมจะพยายามเล่าแบบข้ามตรงส่วนที่น้องรักน่าจะกลัวล่ะกัน รักถอนหายใจแล้วนั่งฟังต่ออย่างจริงจัง
"พอพี่เห็นอย่างนั้นเลยว่าจะกลับ แต่เด็กผู้หญิงอีกคนที่เงียบมาสักพักทักไว้ พี่ก็กะว่าจะรออยู่พร้อมเด็กกลุ่มนี้...แล้วเด็กผู้ชายชื่อ ธูป น่ะ บอกว่ามีธุระต้องไปทำ เด็กผู้หญิงที่ร้องเสียงดัง เอ่อ หยิน อยากไปด้วย สุดท้ายทุกคนจึงไปรอธูปทำธุระด้วยกันทั้งหมด" ผมพยายามขุดกรุความทรงจำของผม ผมไม่แน่ใจว่าน้องเขารู้เรื่องไม่เลยเว้นช่วงเผื่อเขาอยากจะถาม
"พอพี่เห็นอย่างนั้นเลยว่าจะกลับ แต่เด็กผู้หญิงอีกคนที่เงียบมาสักพักทักไว้ พี่ก็กะว่าจะรออยู่พร้อมเด็กกลุ่มนี้...แล้วเด็กผู้ชายชื่อ ธูป น่ะ บอกว่ามีธุระต้องไปทำ เด็กผู้หญิงที่ร้องเสียงดัง เอ่อ หยิน อยากไปด้วย สุดท้ายทุกคนจึงไปรอธูปทำธุระด้วยกันทั้งหมด" ผมพยายามขุดกรุความทรงจำของผม ผมไม่แน่ใจว่าน้องเขารู้เรื่องไม่เลยเว้นช่วงเผื่อเขาอยากจะถาม
แต่น้องรักไม่ได้มีท่าทีว่าจะสงสัยอะไร ผมจึงเล่าต่อ "ตอนที่พี่นั่งรอธูป เด็กอีกคน...เทียน กลับสะดุ้งแล้ววิ่งไปทางตึกที่ธูปเข้าไปทำธุระ พี่เองก็ตกใจไปด้วย จะเรียกห้ามเธอไว้ แต่..." ผมหยุดแค่ตรงนี้ แล้วเริ่มรู้สึกอึดออัด จนคิดว่าคงเสดงออกท่าสีหน้าไปแล้วเรียบร้อย ต่อจากนี้ผมต้องเล่าว่า เทียนหายไปต่อหน้าต่อตาผม ไม่ใช่เงาค่อยๆ จาง แต่หายไปราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน
"ฮะ?" รักเริ่มร้องเสียงดังด้วยความตื่นเต้นเป็นการเร่ง ผมจึงเล่าต่อโดยข้ามประโยคที่ว่าไป
"...แต่อยู่ๆ ธูปก็ร้องเสียงดังมาจากทางที่เทียน เอ่อ วิ่งไปนะ พี่เลยพยายามวิ่งไปตามเสียงของธูป แล้วพี่ก็เจอเขาอยู่ในห้องโสตฯ กับขโมยอีก...สองคน หยินที่ตามพี่มาทำให้พวกมันรู้ตัว แล้วมีพวกขโมยอีกคนมาจากที่ไหนไม่รู้...พี่เลยโดนตีจนสลบ" ผมเว้นช่วง รำลึกถึงเวลานั้น
"พี่ฟื้นอีกทีตอนที่เราสามคนโดนมัดไว้ เผอิญว่ามีมีดพกอยู่ในกระเป๋าใช้ตัดเชือกที่มัดอยู่ได้ พอตัดเชือกเสร็จพวกพี่ก็ช่วยกันสู้กับโจรที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง เอ้อ ห้องที่ถูกขังไว้มีพวกไม้ถูพื้นกับไม้กวาดน่ะ เลยเอามาใช้กัน" ดูถ้ารักจะตื่นเต้นจนไม่สังเกตว่าผมพูดพูดจำนวนคนถูกต้องหรือเปล่า เราสามคนที่ผมว่าหมายถึง ผม หยิน และธูป ส่วนเทียนนั้นนั่งอยู่ข้างธูปแต่ไม่โดนมัด เพราะคนที่เห็น 'เทียน 'ในที่นั้นดูท่ามีแค่ผมกับธูป ธูปแนะนำว่า 'เทียน' เป็นน้องของเขา ผมมองไม่เห็นตนอื่นอย่างธูปว่าเขาเห็นหรอก
"สู้เหรอฮะ" อยู่ๆ รักก็ถามขึ้นเสียงสูง ถ้าถามว่าทำไมไม่สังเกตคนเพราะคำว่า 'สู้' ที่ผมใช้นี่ล่ะ
"สู้ยังไงบ้างฮะ" รักถามย้ำด้วยความสนใจอีกครั้ง
"ก็...ใช้พวกคาราเต้น่ะ พี่พอจะเป็นอยู่บ้าง มันเป็นศิลปะป้องกันตัวนี่น้า" ไม่ได้จะอวดหรืออะไร แต่ผมไม่อยากโกหก ผมจึงบอกน้องเขาตามตรง พยายามให้น้ำเสียงเรียบที่สุด
"วาาา คาราเต้เหรอฮะ" รักเริ่มส่งเสียงด้วยความกระตือรือร้น
"อื้ม คาราเต้ แต่พี่ค่อยเก่งเท่าไหร่หรอกนะ" ผมยิ้มแห้งๆ ให้รัก แล้วผมก็เริ่มเบนสายตาไปทางความรู้สึกชาเริ่มกลับเข้าสู่ใบหน้า ผมพยายามปรับสีหน้าให้กลับสู่ความเรียบเฉยอีกครั้ง น้องไม่เห็นต้องแสดงความชื่นชมออกมาขนาดนั้นเลย
"แล้วไงต่อฮะ" น้องรักถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่กระรือร้นน้อยลงนิดนึง นิดนึงจริงๆ ผมไล่ความประหม่าของตัวเองแล้วเริ่มเล่าต่อ
"...ตอนนั้นพวกพี่ช่วยกันคิดว่าโจรคนอื่นไปอยู่ที่ไหนกัน พอคิดได้เลยขึ้นไปดูที่ห้องผอ. เผื่อพวกนั้นอยากได้เงินน่ะนะ แล้วที่ห้องผอ. มีโจรอยู่จริง เลยวางแผนกันให้โจรออกมา... โจรมี 2 คน คนหนึ่งมีปืนด้วย พี่ว่าจะสู้คนเดียว แต่เด็ก 2 คนกล้าหาญมาก ยันยืนว่าขอสู้ด้วย" ผมเหม่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นเหตุการณ์ที่นึกถึงทีไรก็ทำให้ผมยิ้มได้เสมอ เด็ก 2 คนที่ผมว่าหมายถึงหยินกับธูป น้องรักยังคงไม่สังเกตถึงจำนวนเด็กที่น้อยลง นับเป็นเรื่องดีที่ผมไม่ต้องขยายความว่าเทียนหายไปไหน
"ก็...ใช้พวกคาราเต้น่ะ พี่พอจะเป็นอยู่บ้าง มันเป็นศิลปะป้องกันตัวนี่น้า" ไม่ได้จะอวดหรืออะไร แต่ผมไม่อยากโกหก ผมจึงบอกน้องเขาตามตรง พยายามให้น้ำเสียงเรียบที่สุด
"วาาา คาราเต้เหรอฮะ" รักเริ่มส่งเสียงด้วยความกระตือรือร้น
"อื้ม คาราเต้ แต่พี่ค่อยเก่งเท่าไหร่หรอกนะ" ผมยิ้มแห้งๆ ให้รัก แล้วผมก็เริ่มเบนสายตาไปทางความรู้สึกชาเริ่มกลับเข้าสู่ใบหน้า ผมพยายามปรับสีหน้าให้กลับสู่ความเรียบเฉยอีกครั้ง น้องไม่เห็นต้องแสดงความชื่นชมออกมาขนาดนั้นเลย
"แล้วไงต่อฮะ" น้องรักถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่กระรือร้นน้อยลงนิดนึง นิดนึงจริงๆ ผมไล่ความประหม่าของตัวเองแล้วเริ่มเล่าต่อ
"...ตอนนั้นพวกพี่ช่วยกันคิดว่าโจรคนอื่นไปอยู่ที่ไหนกัน พอคิดได้เลยขึ้นไปดูที่ห้องผอ. เผื่อพวกนั้นอยากได้เงินน่ะนะ แล้วที่ห้องผอ. มีโจรอยู่จริง เลยวางแผนกันให้โจรออกมา... โจรมี 2 คน คนหนึ่งมีปืนด้วย พี่ว่าจะสู้คนเดียว แต่เด็ก 2 คนกล้าหาญมาก ยันยืนว่าขอสู้ด้วย" ผมเหม่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นเหตุการณ์ที่นึกถึงทีไรก็ทำให้ผมยิ้มได้เสมอ เด็ก 2 คนที่ผมว่าหมายถึงหยินกับธูป น้องรักยังคงไม่สังเกตถึงจำนวนเด็กที่น้อยลง นับเป็นเรื่องดีที่ผมไม่ต้องขยายความว่าเทียนหายไปไหน
"พี่ตกลงจัดการ กับคนมีปืน ส่วนอีกคนธูปกับหยินช่วยกันรุม...เทียนช่วยพี่เปิดหน้าต่างน่ะ ทำให้ปืนของโจรร่วงลงจากหน้าต่างไป แล้วโจรคนที่พี่สู้ด้วยเขาควักมีดออกมา พี่เลยได้แผลมาบ้าง แต่ปลดมีดออกได้เลยทำให้เขาสลบไป" ผมลังเลที่เอ่ยชื่อเทียน เพราะกลัวจะทำให้รักงง แต่รักยังคงตั้งใจฟังด้วยความตื่นเต้น
"จากนั้น พี่ก็ไปช่วยธูปกับหยินที่จัดการกับโจรอีกคน แล้วพอเรื่องทุกอย่างจบ...พี่ก็หลับจนเช้าเลย" ผมหัวเราะเบาเมื่อนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนั้น "จนตำรวจมา ทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน...นั่นแหละครับ"
"วาาาา~" รักส่งเสียงและตบมือด้วยความประทับใจ ผมมองน้องรักอึ้งๆ แล้วกลับไปรู้สึกประหม่าอีกครั้ง ผมยังคงรับมือกับคำชม และท่าทางที่ดูชื่นชม นับถือ ไม่เก่งอยู่ดี ผมจึงเริ่มเงียบ รักเองก็หยุดตบมือแล้วเริ่มหน้าแดง
"วาาาา~" รักส่งเสียงและตบมือด้วยความประทับใจ ผมมองน้องรักอึ้งๆ แล้วกลับไปรู้สึกประหม่าอีกครั้ง ผมยังคงรับมือกับคำชม และท่าทางที่ดูชื่นชม นับถือ ไม่เก่งอยู่ดี ผมจึงเริ่มเงียบ รักเองก็หยุดตบมือแล้วเริ่มหน้าแดง
"ขอโทษฮะ พี่กล้า แหะๆๆ รักเว่อร์ไปหน่อย...ว่าแต่ พี่กล้าเข้ามาอยู่ที่โรงเรียนลูกบาศก์กี่ปีแล้วนะฮะ?" น้องรักเริ่มพูดก่อนแล้วส่งคำถามมาให้ผม ผมเลยปรับอารมณ์ของตนให้เป็นปกติ ก่อนตอบคำถามเขา
"อ้อ ประมาณสามปีได้ครับ" ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่ปกติที่สุด
"สามปี นานเหมือนกันนะฮะ" เขาพยักหน้า แล้วถามขึ้นด้วยสนใจ "พวกรุ่นพี่ที่จบไปแล้วเป็นยังไงบ้างฮะพี่กล้า? ดูต่างจากรุ่นนี้กับรุ่นที่แล้วมากไหมฮะ?"
เมื่อผมเริ่มนึกถึงรุ่น 1 ภาพความทรงจำของผมที่เกี่ยวกับพวกเขานั้นก็ปรากฏขึ้นมา "พี่ว่าไม่ต่างนะ ทั้งรุ่นนี้และรุ่นแรกดูร่าเริง สดใสดี หลายๆ คนในรุ่นมีทั้งเข้ากันได้ ทั้งไม่ถูกกัน...ทั้งคนที่ก่อเรื่อง จากที่เล่าให้ฟัง รุ่นน้องรักคงจะมีคนก่อเรื่องเกิดขึ้นมาบ้าง"
"อ้อ ประมาณสามปีได้ครับ" ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่ปกติที่สุด
"สามปี นานเหมือนกันนะฮะ" เขาพยักหน้า แล้วถามขึ้นด้วยสนใจ "พวกรุ่นพี่ที่จบไปแล้วเป็นยังไงบ้างฮะพี่กล้า? ดูต่างจากรุ่นนี้กับรุ่นที่แล้วมากไหมฮะ?"
เมื่อผมเริ่มนึกถึงรุ่น 1 ภาพความทรงจำของผมที่เกี่ยวกับพวกเขานั้นก็ปรากฏขึ้นมา "พี่ว่าไม่ต่างนะ ทั้งรุ่นนี้และรุ่นแรกดูร่าเริง สดใสดี หลายๆ คนในรุ่นมีทั้งเข้ากันได้ ทั้งไม่ถูกกัน...ทั้งคนที่ก่อเรื่อง จากที่เล่าให้ฟัง รุ่นน้องรักคงจะมีคนก่อเรื่องเกิดขึ้นมาบ้าง"
ผมสบตาแล้วยิ้มขำให้น้องรัก เขาดูจะเห็นด้วยกับผมเลยยิ้มออกมาเหมือนกัน "...แต่ทุกคนก็ทำให้โรงเรียนเป็นโรงเรียน สนุกและน่าอยู่ที่ควรเป็นน่ะ" ผมยืนยันความคิดตัวเองโดยพยักหน้าในใจ แต่ก็เผลอทำออกไปจริงๆ ผมสบตาสีน้ำตาลของน้องรัก เขายิ้มกว้างให้ผม
"นั่นสิฮะ! โรงเรียนนี้...ดีมากเลย! ถึงเพิ่งเข้ามาไม่กี่ครั้ง แต่รักก็ชอบโรงเรียนลูกบาศก์มากนะฮะ~!!" น้องรักว่าด้วยน้ำเสียงจริงใจ ผมออกจะถูกใจกับคำพูดของรัก เลยเสริมเข้าไป
"อื้ม ถ้าได้อยู่ไปนานๆ ต้องเปลี่ยนจาก 'ชอบ' เป็น 'รัก' แน่ๆ"
รักทำหน้าเมื่อเพิ่งนึกได้ แล้วก็รีบพูดขึ้นมา "เออ~! พี่กล้า...ทำงานถ่ายเอกสารคนเดียวจริงดิฮะ? อย่างงี้ไม่หัวหมุนแย่เหรอ? เพราะนักเรียนในโรงเรียนกับคุณครูก็มีไม่น้อยนะฮะ" แล้วหันไปมองรอบๆ ห้องด้วยสีหน้าแปลกๆ ในเมื่อเขาถามมา 2 คำถาม ผมเลยข้ามคำถามแรกที่คิดรักน่าจะเข้าใจถูกแล้วว่าผมทำงานคนเดียว ไปตอบคำถามที่สอง
"อื้ม ถ้าได้อยู่ไปนานๆ ต้องเปลี่ยนจาก 'ชอบ' เป็น 'รัก' แน่ๆ"
รักทำหน้าเมื่อเพิ่งนึกได้ แล้วก็รีบพูดขึ้นมา "เออ~! พี่กล้า...ทำงานถ่ายเอกสารคนเดียวจริงดิฮะ? อย่างงี้ไม่หัวหมุนแย่เหรอ? เพราะนักเรียนในโรงเรียนกับคุณครูก็มีไม่น้อยนะฮะ" แล้วหันไปมองรอบๆ ห้องด้วยสีหน้าแปลกๆ ในเมื่อเขาถามมา 2 คำถาม ผมเลยข้ามคำถามแรกที่คิดรักน่าจะเข้าใจถูกแล้วว่าผมทำงานคนเดียว ไปตอบคำถามที่สอง
"ก็มีบ้างล่ะนะ พี่ถึงได้ต้องจัดห้องให้เป็นระเบียบเสมอ จะได้ไม่งงเอง" ผมอยากจะถามว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่า เพราะอาการที่เข้าแสดงออกจะคล้ายกับความกลัวนิดๆ แต่คิดว่าอาจจะทำน้องรู้สึกแย่กว่าเดิม ผมเลยไม่ได้ถาม
"อย่างงี้พี่กล้าไม่หาคนมาช่วยบ้างเหรอฮะ?"
"อืม ม พี่ทำคนเดียวก็พอรับมือได้นะ...น้องรักสนใจมาช่วยตอนช่วงที่ยุ่งไหมล่ะ" ผมแหย่น้องรักเพื่อให้น้องรักรู้สึกดีขึ้นบ้าง และไม่คิดว่าน้องเขาจะสนใจ แต่ผมคิดผิด...
"ฮ่ะๆ ได้ฮะ~ ถ้าวันไหนยุ่งมากพี่กล้าส่งสัญญาณ SOS เลย รักจะมาช่วยฮะ เพราะงั้น รักฝากตัวด้วยเลย พี่กล้า" ผมเลยตอบรับเขาไปสั้นๆ 'ไม่เป็นไร พี่พูดเล่น' ที่ผมเตรียมจะพูดถูกขัดขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือของน้องรัก
"อย่างงี้พี่กล้าไม่หาคนมาช่วยบ้างเหรอฮะ?"
"อืม ม พี่ทำคนเดียวก็พอรับมือได้นะ...น้องรักสนใจมาช่วยตอนช่วงที่ยุ่งไหมล่ะ" ผมแหย่น้องรักเพื่อให้น้องรักรู้สึกดีขึ้นบ้าง และไม่คิดว่าน้องเขาจะสนใจ แต่ผมคิดผิด...
"ฮ่ะๆ ได้ฮะ~ ถ้าวันไหนยุ่งมากพี่กล้าส่งสัญญาณ SOS เลย รักจะมาช่วยฮะ เพราะงั้น รักฝากตัวด้วยเลย พี่กล้า" ผมเลยตอบรับเขาไปสั้นๆ 'ไม่เป็นไร พี่พูดเล่น' ที่ผมเตรียมจะพูดถูกขัดขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือของน้องรัก
"ขอโทษนะฮะ พี่กล้า...ฮะ? พี่เต็ม" รักบอกก่อนหันไปรับโทรศัพท์ สายจากปลายสายดังสลับกับการตอบรับของรักสักครู่ แล้วรักก็วางสาย
"พี่กล้าทานอะไรรึยังฮะ?...พอดีรักว่าจะเดินกลับไปโรงอาหาร ไปด้วยกันไหมฮะ?" รอยยิ้มอ้อนนิดๆ ถูกส่งมาให้ผม ตอนแรกที่ผมเจอเขา เป็นตอนที่ผมกำลังจะไปกินข้าวนี่นะ ถึงไม่หิว ถ้าขอให้ออกไปด้วยผมก็ไปนะ
"พี่ว่าจะไปกินข้าวที่นั่นอยู่เหมือนกัน งั้นไปกันเถอะ" ผมว่า รักตอบกลับสั้นๆ แล้วเดินนำผมออกไป หยุดรอที่หน้าห้อง พอน้องรักเห็นผมเพียงงับประตูตามหลังก็ถาม
"พี่ว่าจะไปกินข้าวที่นั่นอยู่เหมือนกัน งั้นไปกันเถอะ" ผมว่า รักตอบกลับสั้นๆ แล้วเดินนำผมออกไป หยุดรอที่หน้าห้อง พอน้องรักเห็นผมเพียงงับประตูตามหลังก็ถาม
"ไม่ต้องล๊อคเหรอฮะ พี่กล้า?"
"ไม่ครับ เผื่อใครจะเอางานมาฝาก อีกอย่างที่นี่ไม่มีขโมยหรอก" ผมยิ้มตอบ รักพยักหน้าเข้าใจ ขณะที่เราเดินไปทางโรงอาหารเสียงโทรศัพท์ของรักก็ดังขึ้นอีกครั้ง รักรับโทรศัพท์มาแนบหู คุยอยู่ซักพักก็วาง สงสัยคนที่มารับน้องรักจะมาล่ะ
รักหันมาไหว้ผม "ขอบคุณมากๆ สำหรับเรื่องวันนี้นะฮะ พี่กล้า กลับไปรักจะรีบกินยาฮะ...ถ้ายังไง ครั้งหน้ารักอาจต้องขอรบกวนด้วยอีกหลายครั้งเลยนะฮะ" ท่าทางและน้ำเสียงที่จริงใจทำให้ผมยิ้มออกมา
"ไม่ครับ เผื่อใครจะเอางานมาฝาก อีกอย่างที่นี่ไม่มีขโมยหรอก" ผมยิ้มตอบ รักพยักหน้าเข้าใจ ขณะที่เราเดินไปทางโรงอาหารเสียงโทรศัพท์ของรักก็ดังขึ้นอีกครั้ง รักรับโทรศัพท์มาแนบหู คุยอยู่ซักพักก็วาง สงสัยคนที่มารับน้องรักจะมาล่ะ
รักหันมาไหว้ผม "ขอบคุณมากๆ สำหรับเรื่องวันนี้นะฮะ พี่กล้า กลับไปรักจะรีบกินยาฮะ...ถ้ายังไง ครั้งหน้ารักอาจต้องขอรบกวนด้วยอีกหลายครั้งเลยนะฮะ" ท่าทางและน้ำเสียงที่จริงใจทำให้ผมยิ้มออกมา
"ยินดีให้รบกวนเสมอเลยล่ะ พี่ก็ต้องขอบใจที่น้องรักมาเล่าเรื่องหลายๆ เรื่องให้ฟัง พี่สนุกมากครับ" ผมว่า แล้วเสริม "วันหลังมาเล่าเรื่องอะไรสนุกๆ ให้พี่ฟังอีกละกัน น้องรัก" ผมพูดออกมาจากใจจริง ผมชอบฟังคนอื่นเล่าเรื่องต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเจอกับคนที่อยากเล่า ผมก็ยิ่งอยากฟังมากขึ้น
"ได้เลยฮะ~!" เขาตอบ แล้วยกมือขึ้นไหว้ผมอีกครั้งเป็นการลา จริงๆ น้องไม่ต้องไหว้ผมก็ได้นะ "พี่กล้าสวัสดีฮะ แล้วเจอกันตอนโรงเรียนเปิดเทอมนะฮะ~"
"ครับแล้วเจอกัน..." แล้วผมกับน้องรักก็แยกที่ตรงนั้น ผมเดินตรงไปที่ร้านด้วยความหิว ตอนกลางวันแค่นมกล่องเดียวไม่อยู่ท้องผมหรอก
---------------------------------------------------------
สรุป
- กล้านั่งอ่านนิยายจบแล้วกลับไปจัดการกล่องกระดาษใหม่
- หิวเลยกินนมกล่อง จัดการกล่องกระดาษใหม่เสร็จเลยเดินไปโรงอาหาร
- เจอน้องรักที่หัวและกางเกงเปียก เลยเดินเข้าไปทัก
- รักหันมาไหว้ผมด้วยความสุภาพ บอกว่าเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยเลยเปียก
- กล้านึกได้ว่ามีผ้าขนหนูอยู่ที่ห้องถ่ายเอกสาร เลยชวนรักไปด้วย
- รักแนะนำตัวด้วยประโยคยาวๆ กล้ารู้สึกผิดฟังชื่อภาษาเกาหลีของรักไม่ทัน แต่ไม่ได้บอกน้องออกไป
- กล้าแนะนำตัวบ้าง หาทิชชู่ให้รัก ชวนรักนั่ง
- รักเรียกกล้าว่า 'พี่กล้า' กล้าเรียกรักว่า 'น้องรัก'
- รักชวนกล้าคุย แล้วออกปากชมกล้า จนกล้าประหม่า
- รักเล่าเรื่องที่ขึ้นขณะจัดกิจกรรมของรุ่นสี่ให้ฟัง
- กล้าอยากรู้ว่า 'วาย' คืออะไร รักอธิบายให้กล้าเข้าใจพอสังเขป แล้วห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
- กล้าเปลี่ยนเรื่อง รักเล่าถึงเพื่อนที่เขาเจอด้วยความร่าเริง กล้าแอบสังเกตว่า รักชื่นชม บีน มากๆ
- รักเล่าเหตุผลตัวเองเปียก แล้วจามออกมา กล้าเลยชวนไปกินยาที่ห้องพยาบาล แต่รักปฏิเสธหนักแน่น
- รักถามกล้าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้อยากมาทำงานที่โรงเรียนนี้
- กล้าเล่าโดยข้ามส่วนที่เกี่ยวกับ 'เทียน' ที่เป็นวิญญาณ เนื่องจากจับได้ว่ารักกลัวผี
- รักตบมือชื่นชมการต่อสู้ของกล้า จนกล้าประหม่า(อีก)
- กล้าชวนรักมาช่วยงาน รักตกลง กล้าเตรียมจะบอกว่า เมื่อกี้ล้อเล่น แต่รุ่นพี่ของรักโทรมาซะก่อน
- รักชวนกล้าไปโรงอาหาร แล้วแยกกันที่นั่น
- กล้าได้กินข้าวแล้ว
---------------------------------------------------------
(สรุปยาวไปไหม?)
Tags: cs, cubicschool, ms, กล้า, รัก, โรงเรียนลูกบาศก์4 Comments

เค้าชอบพี่กล้ามากเลย พี่กล้าน่ารัก + เท่ห์มาก!!
ตอนเปิดเรื่องมาดีจังค่ะ แอบรู้สึกว่าพี่กล้าเหงาเบาๆ สินะ แต่...จากนี้ไปพี่กล้าคงไม่เหงาแล้วมั้ง แอร๊~
ฮาตอนอ่านเรื่องจำนวนคนที่ลดลง เออว่ะ!! ตอนต่อฟิคด้วยกันก็ไม่ได้สังเกตเลย ดีนะที่ไม่สังเกต ไม่งั้น...บรื๋อออ~ *สะพรึง
แล้วก็...ตอนเล่าเรื่องวาย ฉากที่พี่กล้าโน้มตัวเข้าหารักนิดนึง คาดว่ารักไม่ได้สังเกต แต่โยอ่านแล้วแบบ...แอร๊~!! เค้าจิ้นนะ ฟาร์ม *ตีเบาๆ >////<
เค้าชอบฟิคนี้มากๆ เลยอ้ะ เดี๋ยวเอาลิงค์ไปแปะไว้ในบลอคค่ะ ขอบคุณมากเลยเน้อ น้องฟาร์ม *กอดแรงๆ
แล้วเอาพี่กล้ามาเล่นกันอีกนะคะ~
#1 By อีjoon on 2011-04-27 19:50