โครงการของพี่ cocon ที่ไปตั้งบลอกโรงเรียนต่างหากแล้ว ตามลิ้งค่ะ>>> http://cubicschool.exteen.com

A.ข้อมูลตัวละคร

1. ชื่อตัวละคร แกล้วกล้า อนันตกาล (กล้า)

2. อายุ (นับในวันที่ 1 พฤษภาคม) 24 ปี

3. วันเกิด 4 พฤษภาคม

4. ความสูง 189 cm.

5. รูปพรรณสัณฐาน (ด้วยการบรรยาย)
      หน้าดูตี่ๆ หน้าใจดีแบบผู้ใหญ่ ตาสีดำ นัยตามีแววอ่อนโยน เป็นชายไทยแท้ (ค่าเบี่ยงเบนเท่ากับ 0) ผมสีดำ ไว้ผมยาวประบ่า มักมัดรวบไว้ด้านหลัง ผอมสูงแบบคนสุขภาพดี (ผอมเกินแม่ไม่ปลื้ม) ไหล่กว้าง มีกล้ามบ้าง แต่ไม่ส่อพลัง k จะดูเด่นเพราะความสูง คิดว่าเป็นปมด้อยจึงพยายามห่อไหล่ไว้ ทำให้บุคลิกเสีย (โดนแม่ด่าทุกวัน เนื่องจากแม่ชอบคนสูง) ผิวคล้ำนิดๆ เนื่องจากเดินหางานทำทั้งวัน

6. ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของตัวละคร (รวมสิ่งที่ชอบและไม่ชอบตรงนี้เลย)
      เป็นคนเอาการเอางาน การทิ้งงานไปกลางคันนั้นแสดงว่าต้องเป็นเหตุร้ายจริงๆ หรือแม่บอกให้ทำ มีความรับผิดชอบสูง และไม่ชอบเป็นภาระให้ใคร ไม่ชอบทำตัวเด่น(หลบในมุมมืด?) สงบปากสงบคำ(ประมาณว่าคนอื่นต้องชวนคุยถึงยอมเปิดปาก) เป็นคนรู้จักกาละเทศะ สุภาพกับคนที่ไม่ค่อยสนิทหรือพวกผู้ใหญ่ คุยง่ายกับพวกเด็กๆหรือพวกรุ่นน้อง(ความเป็นผู้ใหญ่จะออกมา) เพื่อนกันแล้วล่ะก็ยังไงก็ได้เฮไหนเฮด้วย เชอบใส่แว่นสีชาตลอดเวลา (อันนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไม) ชอบพกนมกล่องไปไหนมาไหนด้วย(ทำจนเป็นนิสัยมาแต่ตั้งเด็ก เผื่อหิว) แต่งตัวเซอร์ๆ เพราะง่ายดี ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก เห็นคนอื่นเดือดร้อนเป็นไม่ได้ต้องเข้าไปช่วยตลอด แอบสังเกตคนโน้นคนนี้ ไม่ชอบให้ใครมองตัวเองด้วยสายตาแปลกๆ เป็นคนที่ดูคนออก ชอบทำหน้าซื่อเป็นปกติ รักและเคารพ(และกลัว)แม่ รองลงมาก็ป้า ชอบอ่านนิยายสืบสวน ไม่ชอบละครน้ำเน่า(เพราะคิดว่ามันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย) ชอบสาวที่โมเอะ (เมื่อเจอ จะเขินจนต้องตีหน้าขรึม) ปัจจุบันโสดสนิท

7. ความสามารถพิเศษ (ที่ไม่เหนือกฎธรรมชาิติ อันนี้ขอคนธรรมดาครับ)
      คาราเต้สายดำ ตั้งแต่ ป.5 (ได้ปู่สอนมา) มีไหวพริบพอตัว ปรับสายตาในความมืดได้เร็ว (มันฝึกบ่อยอ่ะ) หูดี จับทิศทางเก่ง พูดภาษาอังกฤษพอได้

8. ประวัติชีวิตของตัวละครโดยสังเขป (เช่นเรียนที่ไหนมา เรียนด้านอะไร ที่บ้านเป็นยังไง)
     เรียนที่มหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่ค่อยมีชื่อแห่งหนึ่ง เรียนด้านวิทยาศาสตร์เคมี แต่ไม่ได้สอบเป็นครู ลองไปสมัครเป็นเจ้าหน้าในห้องวิจัยของมหาลัยเขาก็ไม่รับ (คนมีเยอะแล้ว) และด้วยนิสัยขี้เกรงใจ ไม่อยากให้ฝ่ายมหาลัยมากังวล จึงตัดใจ ทำให้ปัจจุบันยังว่างงาน ที่บ้านฐานะปานกลาง ตัวบ้านเป็นร้านอาหารไทยขนาดกลาง มีลูกค้าเยอะพอสมควร(บางวันโต๊ะไม่พอ) โดยมีแม่กับป้าเป็นผู้ดูแลกิจการ ฉะนั้นผู้เป็นใหญ่ในบ้านก็คือแม่กับป้า อยากช่วยงานที่ร้านแม่ก็ไม่ให้ แล้วก็โดนไล่ให้ออกไปหางานทำ

9. อื่นๆที่อยากเล่าแต่ไม่มีในหัวข้อ
     คิดว่าหมดแล้วนา

 

B. Fiction

20.00 น.
เฮ้อ เดินมาทั้งวัน สุดท้ายก็ยังหางานไม่ได้ อุตส่าห์ซื้อเนคไทเส้นใหม่มาด้วยน่ะ
          ผมตัดพ้อในใจพลางถอนหายใจอีกเฮือก ตอนนี้ผมกำลังนั่งรอรถเมล์อยู่ที่ป้าย  มีคนอยูไม่กี่คนที่นั่งรออยู่ด้วยกัน แม้จะเป็นคนที่เห็นหน้ากันอยู่บ่อยๆก็เถอะ แต่กลับไม่เคยได้คุยกันสักครั้งเลย และผมก็ไม่คิดจะเริ่มหรอก ไม่รู้เพราะอะไร แต่คงเป็นนิสัยที่แก้ได้ยากแล้วล่ะ
         ผมนั่งรอไปสักพัก ก็เริ่มหงุดหงิด อาจจะเพราะความหิว จึงตัดสินใจลุกเดินไปหาอะไรกินก่อน เสียตังค์ให้กับร้านอาหารนอกบ้านแม่คงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง แถวนี้เป็นยานค้าขายอยู่แล้วต้องมีสักร้านที่ไม่แพงจนเกินไปล่ะน่ะ ผมคิดพลางดูเงินในกระเป๋าตังค์ จนไปเจอเข้าร้านนึง เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่ตั้งราคาไว้ไม่แพงมากเท่าไหร่ ผมจึงตัดสินใจเข้าไปนั่ง ด้วยความหิวผมจึงสั่งก๋วยเตี๋ยวสองชาม ดูท่าวันนี้ผมคงคงหลับเป็นตายแน่ๆ

หลังจากกินอิ่มแล้วผมจึงจ่ายเงิน แล้วเดินออกมาจากร้าน
          ทั้งที่เป็นย่านการค้ากลับไม่ค่อยมีคนออกมาเดินดูของ ซึ่งบางร้านก็ปิดไปแล้วด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะช่วงอะไรก็แพงไปหมด ทำให้ไม่ค่อยมีคนออกมาซื้อของ รวมทั้งการจ้างงานด้วย เพราะบางคนที่เดินสวนกับผมนั้น หน้าตาดูเศร้าและห่อเหี่ยวอย่างไงชอบกล คงเป็นคนประเภทเดียวกับผม
พวกตกงาน สิน่ะ
          คิดอะไรไปเรื่อยจนเดินเลยป้าย ลองเดินกลับบ้านดูดีกว่า เท่าที่ผมทราบ ถ้าเดินจากที่นี่ไปบ้านผมใช้เวลาประมาณ
30 นาที ซึ่งผมก็ไม่ต้องรีบอะไรมาก ข้าวก็กินแล้วด้วยซ้ำนี่

จริงๆก็ไม่ได้มืดอะไรมากแต่กลับรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย
          เหมือนเป็นลางบอกว่า จะเจออะไรแปลกๆ ผมคิดพลางเร่งฝีเท้าขึ้น แล้วตาก็ไปสะดุดเข้ากับตัวอักษรบนกำแพง มันเขียนว่า  
โรงเรียนลูกบาศก์ ชื่อพิลึกแฮะ หมายความนักเรียนโรงเรียนนี้ ต้องมีหัวเป็นลูกบาศก์ ผมหัวเราะเบาๆกับความคิดของตัวเอง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นเด็กที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้แล้ว พวกเขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกันนี้เอง แล้วผมก็เหลือบไปเห็นป้ายผ้าที่แขวนอยู่ มันเขียนว่ารับสมัคร ยาม อืม หน้าสนแฮะ พรุ่งนี้ผมมาลองสมัครดูดีกว่า
       
   ว้ากกกกกกก อย่าเข้ามานะโว้ยยยย อยู่ๆเสียงๆหนึ่ง ก็ดังขึ้นมาจากด้านในรั้วโรงเรียนแห่งนั้น ผมสาบานได้เลยว่านั่นน่ะเสียงผู้หญิง ผมฟังไม่ผิดหรอก มันทำออกผมก้าวไม่ออกไปเป็นพัก นั้นนะต้องเป็นเสียงของคนแน่ๆ ผมพูดกับตัวเอง เพื่อกลบความคิดที่ว่า นั้นเป็นเสียงของผี
    
     ต้องเข้าไปดูหน่อยแล้ว ว่าแล้วผมก็ตัดสินใจ เข้าไปดูเสียหน่อย ก่อนจะหาที่ปีนข้ามกำแพงโรงเรียนเหมาะๆ

เข้ามาได้ก็ลองหันไปตามทิศทางของเสียงที่ยังพอจะจำได้
          นั้นไง ตึกนั้นมีห้องที่เปิดไฟอยู่ด้วย มีเงาคนสองคนอยู่ที่นั่น แล้วผมก็วิ่งตรงไปในตึกนั่น แล้วก็วิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อไปให้ถึงห้องนั่น ห้องที่ไฟเปิดอยู่
ม.4/1’ ประตูเปิดอยู่ด้วย แล้วผมก็มองเข้าข้างใน
          แล้วภาพที่เข้ามาในสายตาของผมก็คือ ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งชูพระเครื่องวิ่งรอบห้อง โดยมีผู้ชายคนหนึ่งกับเด็กผู้หญิงอีกคนที่ดูลอยๆยังไงก็ไม่รู้วิ่งตาม พลางพูดแก้ตัวอะไรก็ไม่รู้ ผมก็ยังจับใจความไม่ได้ แล้วผู้หญิงที่วิ่งอยู่ข้างหน้าก็กลับหันมองทางผู้ชาย แล้วค่อยผ่อนฝีเท้าลง เธอถอนหายใจแล้วพึมพำกับตัวเอง
     
    “ ‘โทษที ธูป ชั้นนึกว่าชั้นเห็น ผ...ผี ยืนอยู่ที่ข้างหลังนายอ่ะ ยังเสียวไม่หายเลย
          เอ่อ ไม่เป็นไรหยิน ไม่เป็นไร
จริงๆมันก็มีนั่นแหละ รู้สึกประโยคหลังธูปจะพูดกับตัวเอง แล้วดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะฟังไม่ทัน เลยไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร ผมคิดว่า คงไม่มีอะไรแล้ว ก็เลยจะเดินออกไป แต่เด็กผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างหลังนายธูป เห็นผมเข้า
     
    คุณค่ะ เดี๋ยวก่อนค่ะเด็กคนนั้นทักผมไว้ แล้วเธอก็เอามือปิดปากตัวเอง เหมือนนึกได้ว่าไม่น่าพูดออกไป ธูปก็หันเห็นผมเข้า ก่อนจะตามด้วยหยิน ที่ทำท่าจะหลับ ผมจึงจำใจเข้าไปในห้องนั้น ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ผมจึงเริ่มก่อน
      
    เอ่อ พี่ก็เป็นแค่พลเมืองดีที่ผ่านมาได้ยินเสียงของน้องคนนั้นเข้าก็เท่านั้นแหละ ไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอกน่ะ ทั้งหมดพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ แล้วหยินก็เดินไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง พลางค้นในลิ้นชักโต๊ะ สงสัยคงลืมของไว้มั้ง

นี่เงียบจริงๆ เงียบจนหน้ากลัวเลยล่ะ
   
      ดึกป่านนี้ ทำไมยังไม่กลับบ้านกันอีกล่ะ ผูกมิตรไว้ก่อนเป็นดี แล้วผมเริ่มหาเก้าอี้ให้ตัวเอง ผมจะเดินออกจากโรงเรียนพร้อมกับเด็กพวกนี้ละกัน
   
      หืม ก็ไม่มีอะไรซักหน่อยแค่ลืมของหยินทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะนั่งฟุบโต๊ะของตัวเอง ดูท่าเธอใกล้จะไปเฝ้าพระอินทร์อีกแล้ว คงจะหาของที่ว่าไม่เจอล่ะมั้ง ผมหันไปมองนายธูปคุยเงียบๆกับเด็กคนนั้นมาเป็นพักแล้ว
    
     นายพาน้องมาด้วยโรงเรียนด้วยหรอ  ผมถามธูป เขาพยักหน้า แล้วก็หันไปทางหยิน
      
    นู่นน่ะ เพื่อนผม ชื่อหยิน ส่วนผมชื่อ ธูป แล้วพี่ล่ะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่แนะนำชื่อน้องตัวเองด้วย จะว่าไปผมยังไม่ได้แนะนำตัวเลยสิน่ะ
    
     พี่ชื่อ กล้า บางทีพี่อาจจะได้เป็นยามที่นี่น่ะ รู้จักกันไว้บ้างก็ดี น้ำเสียงของผมเต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่ในใจกลับไม่มั่นใจเอาซะเลย
     
     ส่วนหนูชื่อ เทียน ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักน่ะค่ะ เสียงเด็กคนนั้นพูดมาจากข้างหลังธูป ผมยิ้มให้เธอ ดูเหมือนเธอจะกลัวผมน่าดู แล้วผมก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าผมยังไม่ได้ถอดแว่นเลย ตั้งแต่เริ่มมืด ปล่อยมันไว้อย่างนั้นดีกว่า
         
งั้นผมขอตัวไปทำงานแปปนึงน่ะครับ จะได้กลับพร้อมกันธูปพูด
          
งั้นชั้นไปด้วยสิ เสียงหยินที่ไม่รู้ว่าตื่นเมื่อไหร่ดังขึ้น รู้สึกว่า ผมจะไม่เป็นที่ไว้ใจในหมู่สาวๆ แฮะ
         
งั้นไปกันหมดนี้แหละผมพูดขึ้น พร้อมกับต้อนเด็กทั้งสามออกจากห้อง พลางหาสวิตเพื่อปิดไฟ

มืดก็จริง แต่เพิ่งจะสังเกตว่าวันนี้วันเพ็ญ ไม่ค่อยมืดมากเท่าไหร่
          ผม กับ หยิน นั่งรอธูปอยู่ที่ม้านั่งข้างตึก โดยที่มีเทียนนั่งคั่นระหว่างผมกับหยิน คงอีกนานกว่าพวกเธอจะไว้ใจผม เพราะนั่งซะห่างเลย แล้วผมก็ต้องแปลกใจที่ทั้งสองสาว ไม่คุยกันเลย ปกติแล้วเวลาผู้หญิงเขาอยู่ด้วยกัน เขาต้องคุยกันไม่ใช่เหรอ
         
นี่มันก็ดึกแล้วนะ กลับดึกเดี๋ยวแม่ก็เป็นห่วงแย่หรอกผมพูด พลางชูนาฬิกาดิจิตอลเก่าๆให้หยินดู หยินหันมามองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ? ถ้าผมมองไม่ผิดมันก็คือเจ้าเล่ห์น่ะ แต่สุดท้ายเธอก็หันกลับไปแล้วก็ไม่พูดกับผมอีก จะว่าไปแล้วหยินก็ยืนกรานว่าจะตามธูปไปด้วย แต่ธูปไม่ให้ไป คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็คงต้องระแวงเป็นธรรมดาน่ะ ผมเองก็เข้าใจ
          แล้วจู่ๆ เทียนก็ทำหน้าตกใจสุดขีด เธอลุกขึ้นแล้วหันมามองหน้าผม ก่อนจะวิ่งไปทางตึกที่ธูปเข้าไปในตอนแรก ผมลุกขึ้นวิ่งไปบ้าง เทียนวิ่งเร็วมาก ผมกำลังจะตะโกนเรียนเธอไว้ แต่แล้วเธอหายตัวไปต่อหน้าต่อผมเสียก่อน ผมตกใจจนต้องหยุดคิดว่า เมื่อกี้นี้มันคืออะไรกัน
         
ช่วยด้วย ข...ขโมย อุก เสียงที่แว่วเข้าหูผม ทำให้ผมตื่นขึ้นจากภวัง ไม่ใช่เวลาที่ผมจะมากลัวแล้วน่ะ ผมวิ่งขึ้นไปบนตึกตามเสียงที่ผมได้ยิน ผมแน่ใจว่า เสียงผมได้ยินคือธูป เขาต้องอยู่กับคนร้ายแน่ๆ บางทีพวกนั้นอาจจะมีอาวุธ ผมลดฝีเท้าให้เบาลง เมื่อเข้าใกล้ห้องๆหนึ่ง ผมได้ยินเสียงคนคุยกันจากห้องนั้น ห้องโสตทัศนูปกร ผมอ่านได้อย่างนั้น
          ผมมองจากข้างนอก เห็นคนในชุดดำสองคนยืนอยู่ กำลังตกลงอะไรบางอย่างกันอยู่ ผมมองไม่เห็นหน้าตาของพวกเขาเพราะเขาใส่หมวกที่เรียกว่า ไอ้โม่ง คลุมหน้าอยู่ แล้วผมก็หันไปเจอธูปที่นอนกองอยู่กับพื้น มือถูกมัดไพล่หลังไว้ มีน้องสาวของเขานั่งอยู่ข้างกาย เธอหันมามองผมด้วยสายตาวิงวอน จะอะไรก็เถอะ ผมจะช่วยพวกเขาออกมาให้ได้
          
ก...เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอ หยินพูดปนหอบ เสียงฝีเท้าของเธอทำให้พวกมันรู้ตัว ผมได้แต่คิดว่าซวยแล้ว พวกมันรีบวิ่งออกมาสบถดังลั่น เมื่อเห็นผมกับหยิน หยินตกใจเข้ามาแอบข้างหลังผม คนสองคนนี่กล้ามใหญ่ใช่เล่น แถมตัวสูงเกือบเท่าผม แห้งๆอย่างผมคงสู้ไม่ไหวแน่ หาจังหวะดีๆก่อนดีกว่า

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมไม่อาจทราบ
          เพราะผมโดนพวกมันอีกคน ที่เข้ามาทางด้านหลังทุบที่ท้ายทอยจนสลบ แถมมือยังโดนมัดไพล่หลังด้วยอะไรซักอย่างที่เหนียวมาก ตอนนี้ผมนอนอยู่กับพื้นเย็นๆของห้องที่ผมคิดว่าน่าเป็นห้องโสตทัศนูปกร ผมพยายามจะลุกนั่งแต่ก็ไม่ได้ผล ก็เลยนอนลงไปอย่างเดิม แล้วผมก็เห็นหยินที่นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล หยินเองมีสภาพไม่ต่างจากผมเท่าไร ตอนนี้เธอนั่งตัวสั่นอยู่ แต่เธอไม่ได้ร้องไห้ เธอบ่นงึมงำถึงความซวยของตัวเอง ช่างมีความอดทนเสียจริง
         
อ้าว ตื่นแล้วหรอพี่ เสียงธูปกระซิบเบาๆจากข้างหลัง ผมสลบไปนานแค่ไหนกันล่ะเนี่ย
          อือ ว่าแต่พี่สลบไปนานเท่าไหร่หรอ ผมกระซิบถามกลับ
         
ไม่รู้สิครับ แต่คิดว่าราวๆ สองชั่วโมง ธูปตอบ ผมนิ่งคิด ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็ต้องเรียกว่าดึกมากๆแล้วสิน่ะ แล้วผู้ปกครองของเด็กพวกนี้ไม่เป็นห่วงบ้าง ทำไมไม่มาตามกันน่ะ
         
เอ้อ แล้วขโมยพวกนั้นล่ะ ผมนึกขึ้นได้จึงรีบถาม
         
อยู่ที่ห้องอื่นนะ ดูเหมือนจะมีเป้าหมายอื่นอยู่อีก ตอนนี้อาจจะอยู่ที่ห้อง ผอ. น่ะ ธูปว่า
         
เรื่องน้องสาวผม... ธูปพูดให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้หยินได้ยิน พี่มองเห็นเขาได้ยังไงหรอ เล่าให้ฟังมั่งสิ นานๆทีจะเจอคนประเภทเดียวกัน ผมสะดุ้งกับคำถามที่ส่งมา
         
ตกลงแล้วน้องของนาย เป็นสิ่งที่ฉันไม่ควรเห็นอย่างนั้นหรอ
         
อือ แต่ดูท่าพี่จะเห็นแค่น้องของผมน่ะ
         
อย่าบอกน่ะว่า ตอนนี้มีตัวอื่นอยู่ด้วย คำตอบนั้น ผมเองก็รู้ดีอยู่แล้ว

         
ไกลสุดกี่เมตรหรอ ธูปถามขึ้นอีกครั้ง หลังจากเงียบกันไปสักพัก ผมเองยังงงกับคำถาม  จึงยังไม่ตอบ ก่อนจะรู้เรื่องเมื่อน้องเทียนมาปรากฏตรงหน้าผม เธอค่อยเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ จนได้ระยะหนึ่ง เธอหายตัวไป
          
สิบเมตร ผมกระซิบบอกธูป ธูปตอบ อืม เบาๆ

นี่มันก็นานแล้วน่ะ พวกนั้นอาจจะหนีไปแล้วก็ได้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมากังวลกับพวกผม
          เรื่องหน้าของขโมยพวกนั้น ผมเองก็มองไม่เห็น แต่ไม่แน่ว่าคนอื่นอาจจะเห็น การอยู่เฉยๆ ไม่เป็นการดีแน่ๆ เพราะว่ามันมีความหมายสองอย่างคือ การปล่อยให้คนร้ายลอยนวล กับ การรอความตายอยู่ ผมเองก็ไม่รู้ว่าพวกนั้นมีปืนหรือเปล่า แต่จะทำอย่างไรถึงจะแก้มัดไอ้สิ่งที่มัดมือผมได้
         
นี่ หยินพวกมันยังไม่มาใช่ไหม ผมถามเพราะเห็นเธอมองอยู่ที่ประตูตลอด
         
อือ มีแต่คนที่เฝ้าหน้าห้องเดินไปเดินมาอยู่อ่ะ หยินตอบ คิดอะไรออกงั้นหรอ
         
ยังเลย...เดี๋ยวน่ะ ผมคลำ เจออะไรบางอย่างในกระเป๋าหลัง
         
รู้สึกว่าจะเป็นมีดพกน่ะ ธูปบอก แสงแห่งความหวังเริ่มปรากฏลางๆ จะโชคช่วย หรืออะไรก็ตาม ผมคิดว่าต้องเป็นสิ่งดีแน่ ผมพยายามเปิดมันออก แล้วใช้มันตัดสิ่งมัดผมไว้

กว่าจะตัดขาด มีดก็บาดข้อมือผมเป็นแผลไปหลายแผล แต่เป็นแผลเล็กๆ เพราะมีดมันไม่คมเอาเสียเลย
         
ไปเอาดาบของโซโลมาใช้ จะไวกว่านี้มากเลยน่ะ หยินพึมพำเบาๆ ในขณะที่ผม กำลังตัดสายไฟที่มัดมือเธอให้ขาด ไอ้สิ่งที่เธอพูดถึงน่ะ ผมไม่รู้จักหรอก แต่คงเรียกได้ว่า เธอกำลังถากถางผมนั้นเอง
          เมื่อเสร็จแล้วพวกเรา ก็แยกย้ายกันหาของที่อยู่ในห้องนี้มาเป็นอาวุธ ผมเจอคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง แต่คงไม่ฉลาดนักถ้าจะนำมันไปสู้กับพวกนัก ถึงแม้ว่าคนที่โดนมันหล่นใส่หัวจะสลบหรือตาย ไปเลยก็ตาม
          หยินกระซิบเรียกผม กับธูปเบาๆ ผมเดินไปทางเธอ แล้วก็เห็นพวกไม้กวาดกับไม้ถูพื้น หยินถือไม่ถูพื้นอยู่อันหนึ่ง ผมจึงหยิบบ้าง ธูปเองก็เลือกไม้ถูพื้น ตอนนี้พวกเราก็มีอาวุธกันคนล่ะอัน

ด่านแรก กลับพี่กล้าม ผู้ถือมืดสั้นอยู่ในมือ
          ถ้าไปรุมตีกันทีเดียว อาจทำให้มีคนโดนลูกหลงได้
         
นายใช้คาถาไล่ผีเป็นไหม ผมถามธูป ซึ่งธูปเองก็ส่ายหน้าตอบกลับทันที
         
ผมกลัวเลยแหละ อีกอย่างคาถาไล่ผีไล่โจรไม่ได้น่ะครับ นั่นสิน่ะ จริงอย่างธูปว่า ผมคงต้องแงะวิชาเก่ามาใช้แล้วล่ะ ผมจึงฝากไม้ถูพื้นไว้ที่ธูป แล้วแตะไปที่มือของขโมยผู้นั้น เป็นผลให้มีดที่เขาถืออยู่ร่วงลงพื้น หยินรีบวิ่งไปเก็บมาแล้วหลบไปอยู่ข้างหลัง ผมจึงใช้ท่าจระเข้ฟาด จะเรียกนั้นหรือเปล่าผมไม่รู้ รู้แต่ว่า มันทำให้ชายผู้นั้นล้มลงได้
         
สุดยอดเลยแฮะ อย่างนายนี่น่าจะมาเป็นยามให้โรงเรียนเราน่ะ หยินพูดชม จนผมเขิน ผมจึงหันหน้าไปทางอื่นแทน
         
เรารีบไปกันเถอะ ผมพูดตัดบท แล้วเริ่มวิ่งนำ

อย่างที่ธูปว่า อีกสองคนที่เหลือ อยู่ใน ผอ. จริงๆด้วย แถมยังเปิดไฟไว้อีก
         
พี่ว่ามันหาอะไร ธูปถาม ผมกำลังจะตอบ แต่หยินตอบก่อนว่า
         
คงหาโดจินในตำนานที่เขาเล่าลือกันว่า อยู่ในโรงเรียนของเราอยู่แน่เลย ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เธอทำหน้าจริงจังมาก หรือว่ามาที่โรงเรียนนี้ก็เพราะเรื่องนี้กันน่ะ เนื่องจากผมเองไม่ค่อยมั่นใจในข้อสันนิฐานของหยิน ผมจึงบอกข้อสันนิฐานของผมบ้าง
        
พี่คิดว่า คงหาบัญชีธนาคารของโรงเรียนอยู่น่ะ ธูปเองก็เห็นด้วยกับข้อสันนิฐานผม ส่วนหยินยังหน้าไม่เชื่ออยู่ ก็คงต้องเข้าไปถามเจ้าตัวน่ะแหละถึงจะรู้

การเคาะประตูเพื่อให้คนหนึ่งในนั้นออกมา ก็เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร่
          หลังจากเคาะประตูแล้ว กลายเป็นว่าขโมยทั้งสองคนเดินออกมาพร้อมกัน ผมรู้ว่าผมอาจจะสู้กับสองคนนี้ไม่ไหว ผมตัดสินใจไล่เด็กสองคนกับอีกหนึ่งวิญญาณกลับบ้าน
         
โธ่ มาถึงขั้นนี้แล้ว เอาไงเอากันธูปว่า แล้วหันไปมองหยินที่ทำหน้าเจ้าเล่ห์ เป็นหน้าปกติของเธอสิน่ะ
         
พี่คิดว่า เป็นผู้ใหญ่แล้วมีสิทธิมาห้ามพวกเราอย่างนั้นหรอ หยินว่าพลางกระชับไม้ถูพื้นในมือให้แน่นขึ้น
          จะว่าไปเด็กพวกนี้ก็กล้าหาญเสียจริง เพราะอย่างนี้แหละผมจึงไม่อยากให้พวกเขามาจบชีวิตลง ณ ที่แห่งนี้ ผมหันไปมองขโมยพวกนั้น หนึ่งนั้นมีปืนอยู่ด้วยจริงๆ
          
พี่จัดการคนมีปืน พวกผมจัดการอีกคนเอง เป็นงั้นไป มีเด็กเป็นคนสั่งการ แถมยังจะเอาชีวิตไปเสี่ยงอีก แต่พวกเขาก็ก้าวออกไปแล้ว ผมรีบวิ่งไปแตะปืนที่เล็งไปทางเด็กๆ  ออกจากมือของขโมย ปืนร่วงจากหน้าต่างลงไป หน้าแปลกทั้งๆที่เมื่อกี้หน้าต่างยังปิดอยู่ แต่มีน้องเทียนยืนโบกมือให้อยู่ตรงนั้น ผมหันกลับมา ขโมยผู้นี้ยังมีมีดอยู่ เขาใช้มันเกือบจะแทงที่หน้าอกของผมได้ ผมรีบเบี่ยงตัวไปทางด้านขวา มีดเฉี่ยวแขนผมไป เลือดของผมค่อยๆซึมออกมา ลึกเหมือนกันน่ะ แต่มันก็ทำให้ผมตั้งหลักได้ ผมเข้าไปบิดข้อมือของมันจนมีดหล่นลงพื้น แล้วผมก็ใช้สันมือฟาดลงไปที่ท้ายทอยของมัน ถือว่าเป็นการเอาคืนก็แล้วกัน
          อีกด้านหนึ่งเด็กพวกนั้นแย่งมีดออกมาจากมือของขโมยคนนั้นได้แล้ว แต่ชายคนนั้นอึดมากผมจึงกันให้เข้าทั้งสองไปอยู่ข้างหลังผม แล้วผมก็งัดวิชาเก่าๆมาใช้ ในการสู้

จบแล้วใช่ไหม มันจบแล้วสิน่ะ
          เพิ่งรู้ว่าตัวเองยังเล่นคาราเต้ได้อยู่ ตอนนี้ขโมยทั้งหมด อยู่ในห้องน้ำ โดยมีเด็กทั้งสองคนเป็นคนจัดการลากพวกนั้นเข้า เด็กพวกนั้นเป็นแผลถลอกนิดหน่อย ส่วนผมก็มีแผลเล็กๆที่ข้อมือ กับแผลลึกๆที่ต้นแขนซ้าย เลือดออกมาก จนผมเพลีย นี่ก็ใกล้เช้าแล้ว ผมจึงหลับไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว

 

6.00 น.
          หยินเขย่าปลุกผมแล้วพาผมเดินลงไปข้างล่าง ผมพบว่ามีรถตำรวจสองคันจอดอยู่ที่นั่น และขโมยก็อยูในรถตำรวจครบทุกคน ตำรวจนายหนึ่งเดินมาผม เขาบอกว่าตอนสี่โมงเช้าให้ไปที่สถานีตำรวจ เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานด้วย แล้วเขาก็ถามเรื่องแผลของผม ผมเองก็คิดว่าควรจะไปให้หมอล้างแผลซักหน่อย แต่ผมว่าผมจะไปเอง จึงขอตัวเองกลับบ้านก่อน แม่คงเป็นห่วงผมแย่แล้ว
         
แล้วเธอไม่รีบกลับบ้านหรอ ผมถามหยิน เธอส่ายหน้า
         
เดี๋ยวแม่ก็มารับแล้ว เธอว่า ขอบคุณน่ะค่ะ ที่ช่วยหนูไว้ หวังว่าเราจะมีพี่มาเป็นยามให้น่ะค่ะ
          แล้วโบกมือให้ผมก่อนเดินจากไป แล้วธูปก็เดินมาหาผม พร้อมกับเทียน ธูปกล่าวขอบคุณเช่นกัน เทียนเองก็ด้วย ธูปเล่าให้ฟังว่า ที่มาโรงเรียนดึกๆก็เพราะ มาช่วยผีในโรงเรียน ตอนแรกผมก็ตกใจกับเรื่องพวกนี้ แต่ตอนนี้ก็เริ่มปรับตัวได้แล้ว ผมโบกมือให้ทั้งสอง ก่อนเดินออกจากโรงเรียน

 

เดินออกมาได้ไม่นานนักก็ได้เจอกับ แมวตัวหนึ่ง
          เป็นแมวสามสี ที่ผมคิดเอาเองว่า เหมือนแมวที่ชื่อ โฮล์มส์ ถ้าผมเลี้ยงมันไว้ผมอาจจะกลายเป็นนักสืบก็ได้
         
เป็นผู้หญิงด้วยแฮะ คุณผู้หญิง ถ้าไม่ว่าอะไร จะไปกับผมไหมครับ ผมว่า พลางยื่นมืออกไป ผมคิดขำๆ ว่าบางทีมันอาจจะตอบรับก็ได้ แต่ในตอนผมจะหดมือกลับ กลายเป็นว่า มันเอาขาหน้ามาวางไว้บนมือผมก่อนจะร้องว่า เมี้ยว เหมือนเป็นการตอบรับ ผมจึงอุ้มมันกลับบ้านไปด้วย กับความคิดที่ว่าจะเรียกเพื่อนใหม่ว่าอะไรดี และวันนี้จะเจออะไรดีๆบ้าง แต่เช้านี้ก็คงต้องกับแม่ที่บ่นจนหูชาก่อน เป็นการฉลองให้กับอนาคตข้างหน้าที่พอจะมองเห็นหนทางบ้างแล้ว

-- END --

 

เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนได้ยาว(?)ขนาดนี้ค่ะ ยังไงก็รับลูกกล้าไว้พิจารณาด้วยน่ะค่ะ ^^

 

edit @ 12 May 2008 13:45:11 by Natsuho

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ตอนนั้นเทียนนั่งข้างๆเรอะ!
สุดท้ายแล้วเราก็ยังหาโดจินในตำนานไม่เจอ

หวังว่าจะได้เจอพี่กล้ามาเป็นยาม คึคึ
open-mounthed smile
แปะโป้งไว้ก่อน เดี๋ยวมาอ่านตอนกลางคืนนะ พอดีมีธุระน่ะ

แอบสปอยตัวเองด้วยการอ่านเม้นต์หยิน
ท่าทางเราจะได้เจออะไรแปลกๆนะครับ

ดูตั้งใจเขียนดี หวังว่าจะได้ไปสักงานนึงนะครับbig smile

#2 By โคค่อน on 2008-05-12 15:52

โรงเรียนนี้มีคนเห็นวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆนะครับopen-mounthed smile

ปล พี่ยามที่มาสมัครแต่ละคนสูงๆทั้งนั้นเลยเนอะsad smile
อ่านล่ะ
ภาษาอ่านแล้วตะกุกตะกักไปหน่อย
แต่ก็ยังพอมีประเด็นให้เล่าดีครับ

เอ ผมว่าผมบอกแล้วนะว่ายังไม่ต้องคิดเรื่องสัตว์
เพราะถ้าไม่ได้เป็นยามจะได้ไม่เสียดายน่ะ
แต่ไม่เป็นไร ไว้รอดูผลก่อนเนอะ

ไงก็ขอบคุณที่เข้ามาร่วมสนุกครับ
ขอให้โชคดีครับbig smile

#4 By โคค่อน on 2008-05-13 09:35

เอ้อ กว่าจะมีโอกาสได้เม้น
รีบผิดเลยพิมพ์ผิดเยอะเลยนาา~~
พิมพ์ตกด้วย <----นิสัยนี้เค้าก็ยังแก้ไม่หาย
ตอนนี้ยังผิดพลาดตรงไหน ก็นึกถึงคำว่า "พัฒนาการ" เอาไว้นะจ้ะ
^-----------------------^
คนเราปรับปรุงได้เสมอเว้ยเฮ้ย
อีกนานแน่ะ กว่าจะประกาศผล
ยังไงก็เอาใจช่วยจ้า ^[]^

#5 By ชิชิน>w on 2008-05-14 13:08

ไม่ต้องห่วง ยังไงอย่างน้อยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโรงเรียนแน่ๆแล้วครับ
เพราะส่งมาแค่3คนเลยเข้าได้หมด
เพียงแต่ยามได้แค่คนเดียว นอกนั้นก็ทำงานอื่น

เดี๋ยวไว้ตอนตัดสินแล้วจะมาคุยเรื่องการประกวดอีกทีครับbig smile

#6 By โคค่อน on 2008-05-15 09:42

- อ่านแล้วมึนๆนิดหน่อยค่ะ
- เทียนผลุบๆโผล่ๆจนนึกว่าน้องเป็นผีไปแล้ว(ฮา)
- แต่ก็เรื่องน่าสนใจดีค่ะ ^^ ยินดีที่จะได้รู้จักกันในโรงเรียนนะคะ

ฝากเจ้าแฝดไว้ด้วยนะคะ ไม่ดื้อไม่ซน แค่ชอบหลับในห้อง(ฮา)

#7 By - な み だ の 風 - on 2008-05-19 21:45

จ๊าก =[]=!!! โรงเรียนลูกบาศก์!!!
ไม่เคยจะชวนอ่ะ ไม่เคยจะชวน...

#8 By !!Chemistry's World!! on 2008-06-20 23:37